
1. อุปสงค์และอุปทาน (Demand & Supply)
- หากมีความต้องการใช้เงินสกุลนั้นๆ มากขึ้น ( Demand สูง) เช่น นักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศจำนวนมาก หรือมีการซื้อสินค้า/ลงทุนจากต่างประเทศ เรทเงินสกุลนั้นก็จะ แข็งค่าขึ้น
- ในทางกลับกัน หากมีความต้องการใช้น้อยลง เรทเงินก็จะ อ่อนค่าลง
2. อัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Interest Rates)
- ธนาคารกลางของแต่ละประเทศ (เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ เฟดของสหรัฐฯ) ปรับขึ้นหรือลดดอกเบี้ยนโยบาย
- ประเทศที่ให้ผลตอบแทนดอกเบี้ยสูงกว่า มักดึงดูดเงินทุนจากนักลงทุนทั่วโลก ส่งผลให้เงินสกุลนั้นแข็งค่าขึ้น
3. อัตราเงินเฟ้อ (Inflation Rate)
- ประเทศที่มีอัตราเงินเฟ้อสูง ค่าเงินจะเสื่อมถอยลง สินค้าราคาแพงขึ้น ทำให้กำลังซื้อลดลง ส่งผลให้เรทเงินมีแนวโน้มอ่อนค่าเมื่อเทียบกับประเทศที่มีเงินเฟ้อต่ำกว่า
4. สภาวะเศรษฐกิจและการเมือง (Economic & Political Stability)
- ตัวเลขทางเศรษฐกิจ (เช่น GDP, อัตราการว่างงาน, ดุลการค้า) รวมถึงสถานการณ์ทางการเมืองและความสงบเรียบร้อยในประเทศ หากเศรษฐกิจเติบโตและมีความมั่นคง นักลงทุนจะเกิดความเชื่อมั่น ส่งผลให้เงินสกุลนั้นแข็งค่า
5. การเก็งกำไรในตลาดการเงิน (Market Speculation)
- ตลาดซื้อขายเงินตราต่างประเทศ (Forex Market) เปิดทำการและมีการซื้อขายแลกเปลี่ยนมหาศาลตลอด 24 ชั่วโมง การคาดการณ์ข่าวสาร เหตุการณ์โลก หรือข่าวเศรษฐกิจในอนาคตของนักลงทุน ทำให้เกิดการซื้อขายเพื่อเก็งกำไรจนราคาผันผวนได้ตลอดเวลา
