3 เรื่องจริงของ Thomas Arne ที่คุณอาจไม่เคยรู้! 

เจาะลึกประวัติ Thomas Arne: คีตกวีและนักประพันธ์เพลงชาวอังกฤษที่โดดเด่นที่สุดในศตวรรษที่ 18 ยุคบาโรกตอนปลายและคลาสสิกตอนต้น

Thomas Arne: เปิดตำนานคีตกวีผู้พลิกโฉมหน้าดนตรีอังกฤษ 

Thomas Augustine Arne (1710–1778) คือนามที่จารึกไว้ในประวัติศาสตร์ดนตรีฐานะคีตกวีผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของอังกฤษในช่วงศตวรรษที่ 18 ผู้เชื่อมต่อยุคบาโรกปลายเข้าสู่ยุคคลาสสิกได้อย่างงดงาม จากเด็กหนุ่มในครอบครัวช่างทำเฟอร์นิเจอร์ย่าน Covent Garden สู่ศิลปินระดับตำนาน นี่คือ 3 เรื่องราวเบื้องหลังความสำเร็จที่น่าทึ่งของเขา

1. ยุทธการ “ซ้อมลับ” สยบคำสั่งพ่อ
เส้นทางสู่ดนตรีของ Arne ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะพ่อของเขาต้องการให้ทำอาชีพที่มีความมั่นคงมากกว่า จึงส่งไปฝึกงานด้านกฎหมายนานถึง 3 ปี แต่หัวใจของ Arne เต้นไปกับจังหวะของตัวโน้ต เขาแอบซื้อเครื่องดนตรีประเภท Spinet (คลาวิคอร์ดขนาดเล็ก) มาซ่อนไว้ในห้องนอน และต้องใช้ “ผ้าห่มหนาๆ” คลุมเพื่อซับเสียงไม่ให้เล็ดลอดไปถึงหูผู้เป็นพ่อในยามดึก จนกระทั่งความแตกเมื่อพ่อบังเอิญเห็นเขากำลังสวมบทบาท “วาทยกร” ควบคุมวงดนตรีในงานเลี้ยงอย่างมืออาชีพ พ่อจึงยอมจำนนต่อพรสวรรค์และเปิดทางให้เขาเลือกเส้นทางชีวิตด้วยตัวเอง

2. กำเนิด “Rule, Britannia!” และอิทธิพลระดับโลก
ท่ามกลางยุคที่อิทธิพลเพลงอิตาลีครอบงำรสนิยมชาวลอนดอน Arne คือผู้ที่ประกาศศักดาให้โลกได้ยินว่า “เพลงสไตล์อังกฤษ” นั้นทรงพลังเพียงใด ในปี 1740 เขาได้ประพันธ์เพลง “Rule, Britannia!” ขึ้นเพื่อประกอบการแสดงชุด Alfred ซึ่งต่อมากลายเป็นเพลงปลุกใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของจักรวรรดิอังกฤษ ความไพเราะของทำนองเพลงนี้สร้างความประทับใจให้ถึงหู Ludwig van Beethoven จนคีตกวีเอกระดับโลกผู้นี้หยิบยืมทำนองบางส่วนไปใช้ในผลงานชื่อก้องอย่าง Wellington’s Victory อีกด้วย

3. เจ้าพ่อเพลงประกอบละคร Shakespeare
Arne คือผู้อยู่เบื้องหลังความกังวานของบทกวีจากบทละครของ William Shakespeare เขาเปลี่ยนตัวอักษรบนหน้ากระดาษให้กลายเป็นทำนองที่อมตะ เช่น “Where the Bee Sucks” จากเรื่อง The Tempest และ “Under the Greenwood Tree” จากเรื่อง As You Like It ผลงานของเขาได้รับความนิยมจนได้ดำรงตำแหน่งคีตกวีประจำโรงละคร Drury Lane และกลายเป็นคู่แข่งคนสำคัญในเชิงดนตรีของปรมาจารย์อย่าง George Frideric Handel เลยทีเดียว

ผลงานระดับ Masterpiece ที่ห้ามพลาด
1. Artaxerxes (1762): โอเปร่าภาษาอังกฤษชิ้นเอกที่ผสมผสานความอลังการของสไตล์อิตาลีเข้ากับภาษาอังกฤษได้อย่างลงตัว เพื่อพิสูจน์ว่าภาษาของเขาสามารถถ่ายทอดอารมณ์เพลงได้ไม่แพ้ชาติใด

2. Judith (Oratorio): งานดนตรีในโบสถ์ที่แสดงให้เห็นถึงทักษะการเรียบเรียงวงออร์เคสตราที่ซับซ้อนและเปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณ

3. The Cooper: โอเปร่าตลกขบขันที่บอกเล่าชีวิตของผู้คนในลอนดอนยุคนั้นได้อย่างมีสีสันและเข้าถึงง่าย

Line: @yesexchange
Call: 095 265 5583 / 082 621 1156

#YesExchange #YesExchangeThailand #YESGROUP #ThomasArne

Scroll to Top